ทำไมต้องสอบเทียบเครื่องมือวัด? ความสำคัญของการสอบเทียบเครื่องมือวัดในงานอุตสาหกรรมมีอะไรบ้าง?

ทำไมต้องสอบเทียบเครื่องมือวัด?

การสอบเทียบเครื่องมือวัด (Calibration) ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในอุตสาหกรรม ด้วยเหตุผลและปัจจัยหลากหลายประการ ในบทความนี้เราจะมาค้นหาคำตอบกันว่า ทำไมเราต้องสอบเทียบเครื่องมือวัดและทำไมเราต้องทำอย่างสม่ำเสมอ รวมไปถึงความเสี่ยงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากเครื่องมือไม่ได้ทำการสอบเทียบ และในหัวข้อสุดท้าย เราจะมาพูดถึงกันว่าการสอบเทียบเครื่องมือที่ดีนั้นต้องทำบ่อยมากน้อยแค่ไหนจึงจะเหมาะสม

การสอบเทียบเครื่องมือวัดคืออะไร?

ก่อนที่เราจะไปพูดถึงความสำคัญของการสอบเทียบเครื่องมือวัดนั้น ก่อนอื่นเราควรมีความเข้าใจก่อนว่า การสอบเทียบเครื่องมือวัดหมายความว่าอย่างไร การสอบเทียบเครื่องมือวัดคือ การเปรียบเทียบกันระหว่างสองเครื่องมือวัดแล้วจดบันทึกรายงานผลการเปรียบเทียบ โดยเครื่องมือที่ต้องการสอบเทียบจะถูกเปรียบเทียบกับเครื่องมือวัดอีกอันที่มีความแม่นยำมากกว่า และสามารถสอบกลับไปสู่ค่าอ้างอิงมาตรฐานได้ ซึ่งเราจะเรียกเครื่องมือที่เป็นตัวเปรียบเทียบนี้ว่า “เครื่องมือสอบเทียบ (Calibrator)”

เหตุผลในการสอบเทียบเครื่องมือวัด

เหตุผลในการสอบเทียบเครื่องมือวัดก็เพื่อที่จะตรวจสอบและสร้างความมั่นใจว่าค่าที่ได้จากการวัดนั้นจะมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ เพราะการสอบเทียบเครื่องมือวัดนั้นจะส่งผลต่อทั้ง ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย การบำรุงรักษา ความยั่งยืนของโรงงาน รวมไปถึงคุณภาพของสินค้าและผลิตภัณฑ์โดยตรง

เครื่องมือวัดทุกชนิดมีความคลาดเคลื่อน

จริงๆแล้วเครื่องมือทุกชนิดนั้นมีความคลาดเคลื่อนอยู่ในตัวมันเองตามการเวลาและสภาพที่ถูกใช้งาน ไม่ว่าเครื่องมือวัดที่ใช้อยู่นั้นจะทำจากวัสดุชั้นดีแพงแค่ไหนก็ตาม แต่เมื่อเครื่องมือวัดถูกใช้งานบ่อยๆเข้า ความคลาดเคลื่อนของเครื่องมือวัดชิ้นนั้นจะค่อยๆ มากขึ้นอยู่เรื่อยๆ เป็นปกติตามธรรมชาติ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องทำการสอบเทียบความคลาดเคลื่อนในเครื่องมือวัดนั้นๆ ว่าค่ายังคงอยู่ในค่ามาตรฐานอยู่หรือเปล่า
สภาพแวดล้อมและสภาพการใช้งานเครื่องมือก็นับเป็นปัจจัยที่ส่งผลทำให้เครื่องมือเกิดความคลาดเคลื่อนได้เช่นกัน อย่างอุณหภูมิที่มีค่าสูงหรือต่ำกว่าปกติมากๆ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล หรือค่าความชื้นก็สามารถส่งผลต่อเครื่องมือวัดได้เช่นเดียวกัน และเครื่องมือวัดที่ถูกใช้บ่อยจะเสื่อมสภาพเร็วกว่าเครื่องมือวัดที่ไม่ค่อยถูกใช้

อย่างไรก็ตามค่าความคลาดเคลื่อนจะมีความสำคัญมากน้อยขนาดไหน ย่อมขึ้นอยู่กับความแม่นยำที่ต้องการจากเครื่องมือวัดและเครื่องมือวัดที่เลือกใช้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วกระบวนการสอบเทียบภายในโรงงานจะเกิดขึ้นเป็นระยะๆ เพื่อตรวจหาความคลาดเคลื่อนและหากตรวจพบก็มีความจำเป็นที่จะต้องทำการแก้ไข เพื่อให้เครื่องมือสามารถกลับมาวัดค่าได้ตรงตามความแม่นยำตามมาตรฐาน เพราะหากละเลยที่จะสอบเทียบเครื่องมือวัดแล้วเกิดความคลาดเคลื่อนขึ้น จะมีโอกาสส่งผลเสียต่อผลิตภัณฑ์หรือต่อโรงงานและพนักงานอย่างร้ายแรงได้

ความคงที่ (Stability)

ในเครื่องมือวัดที่ผ่านการสอบเทียบมาหลายครั้ง ถ้าเราเอาข้อมูลการสอบเทียบแต่ละครั้งมาวิเคราะห์ เราจะสามารถทราบถึงค่าความคลาดเคลื่อนที่มักจะเกิดขึ้นกับเครื่องมือวัดตรงตำแหน่งนั้นๆ ว่ามีค่าเท่าใด ซึ่งจะช่วยให้เรารู้ถึงความคงที่ (Stability) ของเครื่องมือวัดได้ ทำให้เราสามารถกำหนดช่วงระยะเวลาที่จะต้องสอบเทียบจุดนั้นในครั้งถัดไปได้อย่างเหมาะสม ในส่วนของปัจจัยอื่นๆ ที่ควรคำนึงถึงในการปรับช่วงระยะเวลาของการสอบเทียบเครื่องมือวัด สามารถดูได้ที่ส่วนสุดท้ายของบทความนี้

นอกจากปัจจัยทั้งหมดที่เราพูดกันไปในข้างต้นแล้ว ในบางครั้งความคลาดเคลื่อนของเครื่องมือวัดก็อาจจะเกิดขึ้นได้จากการที่เครื่องมือวัดนั้นได้รับความเสียหาย เช่น การทำตก หรือถูกกระแทก หรืออาจมีปัญหาจากการสื่อสารระหว่างผู้ปฏิบัติงานเอง จึงทำให้ค่าที่วัดออกมาได้คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ซึ่งถ้าหากเครื่องมือวัดได้รับความเสียหายโดยมากเราจะสามารถสังเกตเห็นได้ง่าย ผิดกับถ้าเครื่องมือวัดที่เริ่มให้ค่าคลาดเคลื่อนไปเล็กน้อยเราจะสามารถรู้ถึงความผิดปกติได้ยากมาก จนกว่าจะถึงการสอบเทียบครั้งถัดไป
ดังนั้น จึงสามารถสรุปได้ว่าความคลาดเคลื่อนของเครื่องมือวัด เป็นเหตุผลสำคัญที่โรงงานควรมีการสอบเทียบเครื่องมือวัดเป็นระยะๆ อยู่อย่างสม่ำเสมอ

ไมโครมิเตอร์ Micrometer

ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม การปฎิบัติตามข้อกำหนด มาตรฐานและระบบคุณภาพ

อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญในการสอบเทียบเครื่องมือวัดเป็นประจำ คือกฎหมายและข้อกำหนดต่างๆ รวมไปถึงมาตรฐานและระบบคุณภาพที่บริษัทใช้งานอยู่
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โรงงานจำเป็นต้องมีการวัดและติดตามค่ามลพิษทางอากาศอย่างต่อเนื่องเพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและปฏิบัติตามข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเพื่อให้การวัดค่ามลพิษทางอากาศและการควบคุมค่าดังกล่าวให้ตรงตามข้อกำหนด โรงงานจึงต้องมีการสอบเทียบเครื่องมือวัดอยู่เสมอเพื่อรักษาความแม่นยำและถูกต้องของค่าที่ได้จากการวัด เนื่องจากหากโรงงานมีค่ามลพิษทางอากาศเกินกำหนด ในกรณีที่แย่ที่สุด โรงงานอาจจะต้องถึงขั้นปิดตัวลง หรือกระทั่งโดนยึดใบอนุญาติประกอบกิจการโรงงานเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามหลายบริษัทก็มีระบบคุณภาพและถูกรับรองโดยมาตรฐานต่างๆ ยกตัวอย่างเช่นมาตรฐานที่เรามักจะได้ยินกันคุ้นหูอย่าง ISO 9000 หรือมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ISO 14000 ทั้งนี้โรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่างกันก็ย่อมต้องมีระบบคุณภาพที่ต่างกันไปด้วย ยกตัวอย่างเช่นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความร้อน ก็จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน AMS 2750 เป็นต้น
ในขณะที่อุตสาหกรรมยาจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดมากมายขององค์กรอาหารและยาซึ่งมีการออกกฎอย่างเข้มงวด หรืออย่างในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน โดยเฉพาะพวกพลังงานจากถ่านหินก็จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่มีความเฉพาะเจาะจงแตกต่างกันออกไป

เหตุผลทางด้านความปลอดภัย

สำหรับเหตุผลทางด้านความปลอดภัย สามารถแบ่งออกได้เป็นสองส่วน ได้แก่ ความปลอดภัยในส่วนของพนักงานและโรงงาน และความปลอดภัยในส่วนของลูกค้าและผู้บริโภค
การสอบเทียบเครื่องมือในระบบคุณภาพของบริษัทนั้นมักจะถูกควบคุมอย่างเข้มงวด อย่างในโรงงานที่มีโอกาสเสี่ยงในการระเบิดสูงเนื่องจากมีการใช้สารระเหย ความปลอดภัยของพนักงานและโรงงานก็ย่อมต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่นโรงงานน้ำมันและแก๊ส สารเคมี ปิโตรเคมี และพลังงานต่างๆ
ในขณะที่ถ้าเป็นอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และยา ส่วนของความปลอดภัยในผู้บริโภคก็จะมีความสำคัญมากมาเป็นอันดับแรกแทน เนื่องจากในอุตสาหกรรมประเภทนี้หากละเลยการสอบเทียบแล้ว ผลิตภัณฑ์ที่ได้ก็อาจจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคถึงชีวิต

 

คุณภาพของสินค้าและผลิตภัณฑ์

ในบางกรณี การจะตรวจสอบคุณภาพสุดท้ายของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ อาจจะไม่สามารถทำได้โดยง่ายจากการวัดคุณภาพของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ออกมาโดยตรง ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมการอบชุบโลหะ อุตสาหกรรมการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม รวมไปถึงอุตสาหกรรมการผลิตยา อย่างในอุตสาหกรรมอบชุบโลหะที่ในกระบวนการจะต้องให้ความร้อนแก่โลหะในระดับที่แตกต่างกันไปเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ออกมาตรงตามความต้องการนั้น การที่จะตรวจสอบคุณภาพจากผลิตภัณฑ์สุดท้ายในกรณีนี้จะทำได้ยากมากหรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นแล้วหลักฐานที่แสดงถึงค่าการวัดในระหว่างการผลิตที่มีความแม่นยำและมีการสอบเทียบเครื่องมือวัดที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากนั่นเอง

 

ลดขั้นตอนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพ

โรงงานจำนวนมากจะผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบ (Raw material) ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งโรงงานมีความสามารถในการผลิตมากขึ้นเท่าไร่ ผลกำไรที่จะตามมาก็ย่อมมากขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง หากโรงงานยิ่งสามารถรักษาความแม่นยำของเครื่องมือวัดในจุดสำคัญต่างๆ โดยการสอบเทียบเครื่องมือเป็นระยะๆ ได้มากเท่าไหร่ก็จะยิ่งมั่นใจได้ว่าโรงงานจะสามารถผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากเท่านั้น ซึ่งนั่นจะหมายถึงปริมาณสินค้าและผลกำไรที่มากขึ้นตามไปด้วย
ยกตัวอย่างเช่นในโรงงานไฟฟ้า หากมีการรักษาระดับความแม่นยำของเครื่องมือวัด ณ จุดวิกฤติด้วยการสอบเทียบเครื่องมือที่มีกระบวนการที่ดีขึ้น ก็จะทำให้โรงงานมีความสามารถทางการผลิตที่สูงขึ้น และด้วยความสามารถทางการผลิตที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก็มักจะสร้างผลกำไรได้อย่างมหาศาล ซึ่งแน่นอนว่าจำนวนเม็ดเงินที่ได้ย่อมต้องสูงกว่าค่าใช้จ่ายที่โรงงานจะต้องเสียใปกับการพัฒนาระบบการสอบเทียบเครื่องมืออย่างแน่นอน

 

เหตุผลทางด้านค่าใช้จ่าย

ในบางกระบวนการ การวัดค่าถูกใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการโอนเงินหรือออกใบแจ้งหนี้ของโรงงาน เช่นการซื้อวัตถุดิบด้วยการชั่ง ตวง วัด เป็นต้น ถ้าเครื่องมือชั่ง ตวง วัด ไม่เที่ยงตรง โรงงานอาจต้องจ่ายค่าวัตถุดิบแพงกว่าที่จำเป็น เป็นระยะเวลายาวนานก็เป็นได้ และโดยทั่วไปแล้วธุรกรรมทางการเงินของโรงงานก็ย่อมต้องมีจำนวนเงินมหาศาล นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมโรงงานจึงควรลงทุนกับเครื่องมือวัดที่มีความถูกต้องแม่นยำ รวมไปถึงกระบวนการสอบเทียบเครื่องมือวัดที่เหมาะสมอยู่อย่างสม่ำเสมอ

จะเกิดอะไรขึ้นหากเราไม่ทำการสอบเทียบเครื่องมือวัด?

ค่าเสียหายและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหากไม่สอบเทียบเครื่องมือวัด

เป็นเรื่องปกติที่การรักษาระดับมาตรฐานการสอบเทียบเครื่องมือวัด รวมไปถึงการจัดทำเอกสารรายงานการสอบเทียบจะต้องมีค่าใช้จ่าย ซึ่งการคำนวณค่าใช้จ่ายในการสอบเทียบเครื่องมือวัดย่อมสามารถทำได้ง่ายมากกว่าการคำนวณค่าเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการละเลยการสอบเทียบ หากการสอบเทียบเครื่องมือมีมาตรฐานไม่เหมาะสมหรือไม่เพียงพอ โรงงานอาจต้องเสียหายร้ายแรงซึ่งมีมูลค่ามากกว่าค่าสอบเทียบหลายเท่าตัวได้ ดังนั้นแทนที่เราจะคิดถึงค่าใช้จ่ายที่จะต้องเสียไปกับการสอบเทียบเครื่องมือ ก็ควรลองคิดถึงความเสี่ยงและค่าเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการละเลยการสอบเทียบเครื่องมือดูก่อนด้วย
ตามที่เราได้พูดกันไปก่อนหน้าว่าการละเลยหรือความไม่เหมาะสมของการสอบเทียบเครื่องมือจะก่อให้เกิดความเสี่ยงและผลกระทบมากมาย ซึ่งตัวอย่างความเสียหายเหล่านั้นก็จะได้แก่

  • ไม่สามารถบรรลุมาตรฐานตามระบบคุณภาพได้ (มาตรฐาน มอก. หรือ ISO ต่างๆ)
  • เพิ่มความเสี่ยงทางด้านความปลอดภัยของพนักงานและผู้บริโภค
  • สินค้าและผลิตภัณฑ์มีคุณภาพต่ำและทำให้โรงงานเสียความน่าเชื่อถือ
  • ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดของมาตรฐานโรงงาน และถูกยึดใบอนุญาติในการประกอบกิจการโรงงาน
  • ต้องหยุดการผลิตกะทันหัน
  • สูญเสียรายได้ และไม่มีกำไร

ตามความเสียหายที่เราได้กล่าวไป จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าการคำนวณค่าใช้จ่ายที่จะต้องใช้ในการสอบเทียบเครื่องมือนั้น สามารถทำได้ง่ายกว่าการประเมินค่าความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการละเลยการสอบเทียบ เพราะแน่นอนว่าค่าความเสียหายจากการละเลยนั้นย่อมจะต้องสูงกว่าการปฏิบัติตามแผนการสอบเทียบเครื่องมือวัดของโรงงาน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงมีบางโรงงานที่ไม่ตระหนักถึงความเป็นจริงดังกล่าวจนกระทั่งสายเกินไป

การตรวจสอบตามแนวความเสี่ยง

แนวคิดปฏิบัติในปัจจุบันรวมไปถึงมาตรฐานคุณภาพล่าสุดอย่าง ISO 9000 ฉบับปี 2015 นั้นจะเน้นไปที่การเข้าตรวจสอบตามแนวความเสี่ยง ซึ่งแนวทางการคิดตามแนวความเสี่ยงนี้ก็ควรที่จะถูกใช้ในการวางแผนกระบวนการสอบเทียบเครื่องมือวัดของบริษัทด้วย โดยตามปกติแล้วการประเมินความเสี่ยงควรคำนึงอยู่สองอย่างคือ ผลกระทบจากความเสี่ยงและโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงนั้น ซึ่งโดยทั่วไปจะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนในการประเมินโดยการให้คะแนน 1 ถึง 5 และจะนำมาคิดค่าความเสี่ยงรวมโดยนำคะแนนทั้งสองส่วนมาคูณกัน ซึ่งสำหรับการจัดการความเสี่ยงนั้นสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ตามคำแนะนำของมาตรฐาน ISO 31000

โดยสรุปแล้วการสอบเทียบเครื่องมือวัดมีวัตถุประสงค์ก็เพื่อตรวจสอบการทำงานและความแม่นยำของเครื่องมือวัด เพื่อปฏิบัติตามข้อกำหนดทั้งภายในโรงงานเองและภายนอกโรงงาน และเพื่อความปลอดภัยและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ สิ่งสำคัญคือเราควรจำเอาไว้เสมอว่าไม่ใช่เครื่องมือทุกเครื่องมือที่เมื่อใช้ในการวัดค่าเดียวกันแล้วจะให้ค่าที่เท่ากัน เนื่องจากหลายปัจจัย เช่น ตำแหน่งที่ติดตั้งเครื่องมือวัดภายในโรงงานรวมไปถึงลักษณะการใช้งานในกระบวนการผลิตที่ต่างกันนั่นเอง

ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าการสอบเทียบเครื่องมือวัดจะดูเป็นเรื่องไร้สาระและสิ้นเปลืองทรัพยากรโดยใช่เหตุ แต่ในท้ายที่สุดแล้วเมื่อมองในแง่ความเสียหายและผลกระทบที่จะเกิดจากการละเลยการสอบเทียบเครื่องมืออย่างเช่น อันตรายทางด้านความปลอดภัย คุณภาพของสินค้าและผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงความเสียหายในกระบวนการผลิต และระยะเวลาที่โรงงานอาจจะต้องหยุดตัวลงแล้ว ค่าใช้จ่ายในการสอบเทียบเครื่องมือวัดก็ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมและคุ้มค่าในระยะยาวทีเดียว

เราควรสอบเทียบเครื่องมือวัดบ่อยแค่ไหน?

ตามที่เราได้พูดกันไปในเรื่องของเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรสอบเทียบเครื่องมือวัดไปนั้น แน่นอนว่าหลายคนอ่านแล้วก็คงจะสังสัยว่า เราควรทำการสอบเทียบเครื่องมือบ่อยแค่ไหน ในความเป็นจริงแล้วความถี่ในการสอบเทียบของแต่ละเครื่องมือไม่ได้กำหนดไว้ตายตัว ในทางปฏิบัติแล้วการกำหนดช่วงห่างและความถี่ในการเทียบสอบเครื่องมือวัดนั้น จำเป็นที่จะต้องพิจารณาถึงปัจจัยหลายๆ อย่างควบคู่กันไป

ตามปกติแล้วผู้ผลิตเครื่องมือวัดส่วนใหญ่จะมีคำแนะนำถึงระยะเวลาและความถี่ที่ควรสอบเทียบให้ทราบอยู่แล้ว ดังนั้นการทำตามข้อแนะนำดังกล่าวก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีและง่ายต่อการปฏิบัติทีเดียว
ทั้งนี้ก่อนที่จะติดตั้งเครื่องมือวัดในระบบกระบวนการผลิต เราก็จำเป็นที่จะต้องทราบก่อนว่าค่าความถูกต้องแม่นยำที่เราต้องการ ณ จุดวิกฤติที่ต้องการวัดนั้นมีค่าสูงในเกณฑ์ไหน เนื่องจากในแต่ละจุดของโรงงานนั้นไม่ได้ต้องการความแม่นยำที่เท่ากัน เพราะฉนั้นความต้องการของแต่ละจุดในระบบการผลิตจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับช่วงห่างของการสอบเทียบเครื่องมือวัด ซึ่งเครื่องมือวัดในจุดที่ต้องการความแม่นยำมากๆ ก็ย่อมต้องได้รับการสอบเทียบบ่อยกว่าเครื่องมือที่มีต้องการน้อยกว่า นอกจากนี้สเปคของเครื่องมือวัดเทียบกับความแม่นยำที่ต้องการก็นับเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ

 

เนื่องจากในกรณีที่เราติดตั้งเครื่องมือวัดที่มีความแม่นยำสูงมากๆ ในส่วนของระบบการผลิตที่ไม่ได้ต้องการความแม่นยำมากนั้น การสอบเทียบเครื่องมือดังกล่าวก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำบ่อยมากนัก อย่างไรก็ดีสเปคของเครื่องมือไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการพิจารณา เพราะลักษณะการใช้งานก็สามารถเป็นตัวกำหนดความถี่ในการสอบเทียบเครื่องมือวัดได้เช่นกัน อย่างในกรณีเครื่องมือที่มีการใช้งานบ่อยๆ ใช้งานเป็นประจำเนื่องจากมีกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง เครื่องมือวัดนั้นก็ควรได้รับการสอบเทียบบ่อยขึ้นตามความเหมาะสม

ในแง่ของความคงที่ของเครื่องมือวัดตามประวัติการสอบเทียบนั้น หากในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาเครื่องมือมีความคงที่มากๆ เราก็สามารถที่จะลดความถี่ในการสอบเทียบเครื่องมือวัดชนิดนั้นลงได้ ในทางกลับกันหากในประวัติที่ผ่านมาพบว่าเครื่องมือเกิดความคลาดเคลื่อนและมักสอบเทียบไม่ผ่านตามมาตรฐาน การสอบเทียบเครื่องมือวัดก็ย่อมต้องทำบ่อยมากขึ้นตามความเหมาะสม ซึ่งหากเราใช้โปรแกรมการสอบเทียบเครื่องมือวัดในการทำงาน ก็จะสามารถดูข้อมูลประวัติรวมไปถึงแนวโน้มของข้อมูลได้จากการวิเคราะห์อัตโนมัติของเครื่องซึ่งแน่นอนว่าง่ายกว่าการจดบันทึกและวิเคราะห์เองอย่างแน่นอน แต่ในกรณีของบางส่วนในระบบการผลิตที่มีมาตรฐานและข้อกำหนดถึงความถี่ของการสอบเทียบเครื่องมือวัดอยู่แล้วนั้น เราก็อาจจะไม่สามารถเข้าไปกำหนดความถี่ในการสอบเทียบเครื่องมือวัดชนิดนั้นๆ ได้เอง

และในบางอุตสาหกรรมที่ค่าความคลาดเคลื่อนอาจนำไปสู่ค่าเสียหายจำนวนมหาศาล อย่างเช่นอุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมไฟฟ้าและพลังงาน หรืออุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานกำหนดอย่างเข้มงวดนั้น การสอบเทียบเครื่องมือวัดบ่อยๆ ก็ย่อมดีกว่าการปล่อยให้เกิดความคลาดเคลื่อนและความเสียหายที่จะตามมา

การนำแนวทางการสอบเทียบที่ถูกต้องไปปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดโดยสม่ำเสมอ จะทำให้มั่นใจได้ว่ากระบวนการผลิต ผลิตภัณฑ์ที่ได้ ความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานและความปลอดภัยของลูกค้า และค่าใช้จ่ายต่างๆ ของโรงงานนั้นอยู่ในค่าที่ถูกต้องและเหมาะสมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะส่งผลให้โรงงานไม่ต้องมาจ่ายค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากค่าการวัดที่คลาดเคลื่อนโดยไม่จำเป็น ทำให้โรงงานสามารถทำกำไรได้อย่างยั่งยืน และเกิดความคุ้มค่าในระยะยาวนั่นเอง.