Torque Wrench Checker คืออะไร? วิธีเลือก ทดสอบ และควบคุมประแจแรงบิดในไลน์ผลิต
Torque Wrench Checker หรือ Torque Tester คืออุปกรณ์ที่ใช้ตรวจสอบสมรรถนะของประแจวัดแรงบิด (Torque Wrench) ก่อนนำไปใช้งานจริงในสายการผลิต โดยทำหน้าที่ยืนยันว่าประแจยังสามารถสร้างแรงบิดได้ตามค่าที่ตั้งไว้ ภายในเกณฑ์ยอมรับที่องค์กรกำหนด
ในกระบวนการผลิตยุคปัจจุบัน แรงบิดถือเป็นตัวแปรที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ การควบคุมแรงบิดที่ไม่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดปัญหาทั้งด้านวิศวกรรมและต้นทุนทางธุรกิจ บทความนี้อธิบายบทบาทของ Torque Wrench Checker ในระบบควบคุมเครื่องมือวัด วิธีเลือก วิธีทดสอบ การประเมินผล และแนวทางการกำหนดรอบสอบเทียบ สำหรับผู้ควบคุมคุณภาพและวิศวกรในภาคอุตสาหกรรม
บทบาทของ Torque Wrench Checker ในระบบควบคุมคุณภาพ
Torque Wrench Checker เป็นส่วนหนึ่งของระบบควบคุมเครื่องมือวัดในไลน์ผลิต ใช้สำหรับตรวจติดตามสมรรถนะของประแจวัดแรงบิดก่อนใช้งานหรือระหว่างรอบสอบเทียบ เพื่อค้นหาความผิดปกติและแนวโน้มการคลาดเคลื่อนก่อนที่เครื่องมือจะถูกนำไปใช้กับชิ้นงานจริง
ผลการตรวจสอบจาก Torque Wrench Checker สามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจว่า ประแจวัดแรงบิดสามารถใช้งานต่อได้หรือไม่ ควรหยุดใช้งานชั่วคราว ควรส่งปรับตั้ง หรือควรส่งสอบเทียบ นอกจากนี้ยังช่วยสนับสนุนระบบการสอบกลับได้ (Traceability) ผ่านการบันทึกผลการตรวจสอบ หมายเลขเครื่องมือ วันที่ ผู้ตรวจสอบ และค่าที่วัดได้ในแต่ละครั้ง
Torque Wrench Checker จึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงตรวจสอบว่าประแจแรงบิดผ่านหรือไม่ผ่านเท่านั้น แต่ยังช่วยให้องค์กรควบคุมความเสี่ยงจากการใช้เครื่องมือที่คลาดเคลื่อน ลดโอกาสเกิดชิ้นงานเสีย และสร้างหลักฐานด้านคุณภาพสำหรับการตรวจสอบภายในหรือการตรวจประเมินจากลูกค้า
Verification, Calibration และ Adjustment แตกต่างกันอย่างไร
การควบคุมประแจวัดแรงบิดประกอบด้วยกระบวนการสำคัญ 3 รูปแบบ ซึ่งมีวัตถุประสงค์แตกต่างกันและไม่สามารถใช้แทนกันได้
Verification – การทวนสอบ
Verification คือการตรวจสอบว่าเครื่องมือยังให้ค่าอยู่ภายในเกณฑ์ยอมรับที่องค์กรกำหนดหรือไม่ โดยอาจดำเนินการก่อนเริ่มงาน ตามรอบเวลา ระหว่างกะการผลิต หรือตามจำนวนครั้งที่ใช้งาน
ตัวอย่างเช่น ตั้งประแจวัดแรงบิดไว้ที่ 100 N·m แล้วนำไปตรวจสอบด้วย Torque Wrench Checker หากค่าที่วัดได้ยังอยู่ภายในเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือสามารถใช้งานต่อได้ แต่หากผลอยู่นอกเกณฑ์ ต้องหยุดใช้งานและตรวจสอบเพิ่มเติม
Calibration – การสอบเทียบ
Calibration คือกระบวนการเปรียบเทียบค่าที่เครื่องมือสร้างขึ้นหรือแสดงผล กับค่าจากมาตรฐานอ้างอิงภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด โดยผลการสอบเทียบควรแสดงค่าที่วัดได้ ค่าคลาดเคลื่อน และความไม่แน่นอนของการวัด
การสอบเทียบช่วยยืนยันว่าเครื่องมือมีความสัมพันธ์กับมาตรฐานอ้างอิงที่สามารถสอบกลับได้ทางมาตรวิทยา และช่วยให้องค์กรประเมินได้ว่าเครื่องมือยังเหมาะสมกับการใช้งานหรือไม่
Adjustment – การปรับตั้ง
Adjustment คือการปรับกลไกหรือค่าของเครื่องมือ เพื่อให้ผลการวัดกลับเข้าใกล้ค่าที่กำหนด โดยทั่วไปดำเนินการเมื่อพบว่าเครื่องมือมีค่าคลาดเคลื่อนเกินเกณฑ์
อย่างไรก็ตาม การปรับตั้งไม่ใช่การสอบเทียบ หลังจากปรับตั้งแล้วต้องมีการตรวจสอบหรือสอบเทียบอีกครั้ง เพื่อยืนยันว่าเครื่องมือกลับมาอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด
*Torque Wrench Checker มักใช้สำหรับ Verification ระหว่างรอบสอบเทียบ และไม่สามารถใช้ทดแทน Calibration ได้โดยอัตโนมัติ เว้นแต่ระบบการวัด วิธีการ ผู้ปฏิบัติงาน มาตรฐานอ้างอิง การสอบกลับได้ และการประเมินความไม่แน่นอนของการวัด จะรองรับกระบวนการสอบเทียบอย่างครบถ้วน
ผลกระทบของแรงบิดที่ไม่ถูกต้อง
การขันแน่นเกินไป (Over-torque) อาจทำให้ชิ้นงานแตกร้าว เกลียวเสียหาย หรือเกิดความเค้นสะสม ขณะที่การขันหลวมเกินไป (Under-torque) อาจทำให้ชิ้นส่วนคลายตัว เกิดการรั่วซึม หรือเกิดอันตรายต่อผู้ใช้งาน
ตัวอย่างผลกระทบแยกตามอุตสาหกรรม
| อุตสาหกรรม | จุดที่ค่าแรงบิดมีความสำคัญ |
| ยานยนต์ | ระบบเบรก ล้อ และชิ้นส่วนเครื่องยนต์ – ส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่ |
| อิเล็กทรอนิกส์ | แผงวงจรและชิ้นส่วนขนาดเล็ก – งาน Micro Torque ที่คลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยอาจทำให้แผงวงจรเสียหาย |
| ปิโตรเคมี | หน้าแปลนและระบบท่อ – ป้องกันการรั่วซึมของก๊าซหรือสารเคมีอันตราย |
| อากาศยาน | ชิ้นส่วนโครงสร้างอากาศยาน – ต้องการความแม่นยำและหลักฐานการควบคุมในระดับสูงสุด |
ในหลายองค์กร ค่าแรงบิดถือเป็นพารามิเตอร์สำคัญของกระบวนการ (Critical Process Parameter) ที่ต้องมีหลักฐานยืนยันความถูกต้องของเครื่องมือก่อนเริ่มการผลิต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีระบบคุณภาพเฉพาะทาง เช่น IATF 16949 สำหรับยานยนต์ หรือ AS9100 สำหรับอากาศยาน ซึ่งกำหนดให้ต้องมีการควบคุมเครื่องมือวัดอย่างเป็นระบบ
ควรตรวจสอบประแจวัดแรงบิดบ่อยแค่ไหน
องค์กรควรกำหนดความถี่ในการตรวจสอบประแจวัดแรงบิดตามระดับความเสี่ยง ลักษณะการใช้งาน ประวัติของเครื่องมือ ข้อกำหนดของลูกค้า และระบบควบคุมคุณภาพขององค์กร ไม่ควรกำหนดให้ประแจทุกตัวต้องตรวจสอบทุกกะโดยไม่มีการประเมินความเหมาะสมของหน้างาน
กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เช่น การขันล้อ ระบบเบรก ชิ้นส่วนเครื่องยนต์ หน้าแปลนท่อ หรือชิ้นส่วนอากาศยาน อาจกำหนดให้ตรวจสอบก่อนเริ่มงานหรือก่อนเริ่มแต่ละกะการผลิต
สำหรับงานทั่วไปที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า องค์กรอาจกำหนดความถี่เป็นรายวัน รายสัปดาห์ ตามจำนวนครั้งที่ใช้งาน หรือกำหนดจากประวัติการคลาดเคลื่อนของเครื่องมือ

ปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณาในการกำหนดความถี่
- ความสำคัญของจุดขันต่อความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
- จำนวนครั้งและความถี่ในการใช้งาน
- ช่วงแรงบิดที่ใช้งานจริงเทียบกับพิกัดของเครื่องมือ
- ประวัติการสอบเทียบและผลการทวนสอบที่ผ่านมา
- สภาพแวดล้อมการใช้งานและวิธีการจัดเก็บ
- ความเสี่ยงและต้นทุนจากการเกิดชิ้นงานเสีย
- ข้อกำหนดของลูกค้า
- Control Plan, Work Instruction หรือ SOP ขององค์กร
ดังนั้น การตรวจสอบทุกกะสามารถใช้กับกระบวนการที่มีความเสี่ยงสูงได้ แต่ไม่ใช่ข้อกำหนดเดียวที่เหมาะกับทุกองค์กร
วิธีเลือก Torque Wrench Checker ให้เหมาะกับงาน
- ช่วงการวัด (Measuring Range) – ควรให้จุดทดสอบที่ใช้งานจริงอยู่ในช่วงที่ผู้ผลิตแนะนำ โดยทั่วไปประมาณ 20–100% ของพิกัดเครื่อง ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติทั่วไป ไม่ใช่ข้อกำหนดสากลตายตัว
- ความละเอียดและความแม่นยำ (Resolution & Accuracy) ที่สอดคล้องกับเกณฑ์ยอมรับของประแจที่ต้องตรวจ
- ความไม่แน่นอนของการวัด (Measurement Uncertainty) ของระบบโดยรวม
- รองรับทิศทางการวัดทั้งตามเข็มนาฬิกา (CW) และทวนเข็มนาฬิกา (CCW)
- ระบบบันทึกและส่งออกข้อมูล สำหรับการเก็บหลักฐานและวิเคราะห์แนวโน้ม
- อุปกรณ์ต่อพ่วง (Adapter) ที่รองรับขนาดหัวขับของประแจที่ใช้งานในองค์กร
การประเมินความเหมาะสมควรพิจารณาความสามารถของ Torque Transducer และความไม่แน่นอนของระบบโดยรวม มากกว่าการดูเฉพาะค่าความละเอียดที่แสดงบนหน้าจอเพียงอย่างเดียว
หลักการ Test Accuracy Ratio (TAR 4:1)
Test Accuracy Ratio หรือ TAR เป็นอัตราส่วนระหว่างค่าคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ของเครื่องมือที่ถูกตรวจสอบ กับความสามารถของเครื่องมืออ้างอิงที่นำมาใช้ตรวจสอบ
ตัวอย่างเช่น หากประแจวัดแรงบิดมีเกณฑ์ยอมรับที่ ±4% และ Torque Wrench Checker มีค่าความคลาดเคลื่อนประมาณ ±1% จะได้อัตราส่วน TAR ประมาณ 4:1
*หมายเหตุ: ตัวเลข ±4% ในตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียงค่าสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย เกณฑ์ยอมรับจริงของประแจแต่ละตัวขึ้นอยู่กับชนิดของประแจ (Setting Type หรือ Indicating Type) ช่วงการใช้งาน และข้อกำหนดตาม ISO 6789-1 หรือข้อกำหนดของผู้ผลิต
ในทางปฏิบัติ หลายองค์กรใช้หลัก TAR 4:1 เป็นแนวทางเบื้องต้นในการเลือกเครื่องมืออ้างอิง โดยต้องการให้ Torque Wrench Checker มีความสามารถในการวัดดีกว่าประแจที่ถูกตรวจประมาณ 4 เท่า
อย่างไรก็ตาม TAR 4:1 ไม่ใช่ข้อกำหนดตายตัวของ ISO 6789 และไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์เพียงอย่างเดียว เนื่องจาก TAR ไม่ได้ครอบคลุมปัจจัยทั้งหมดที่ส่งผลต่อผลการวัด เช่น
- ความสามารถในการวัดซ้ำ (Repeatability)
- ความละเอียดของเครื่องมือ
- Torque Adapter หรืออุปกรณ์เชื่อมต่อ
- การวางแนวของประแจกับเครื่อง (Alignment)
- แรงด้านข้าง (Side Load)
- วิธีการออกแรงของผู้ปฏิบัติงาน
- อุณหภูมิและสภาพแวดล้อม
- ความไม่แน่นอนของระบบการวัดโดยรวม
การพิจารณาว่า Torque Wrench Checker เหมาะสมกับงานหรือไม่ จึงควรประเมินทั้งค่าความแม่นยำ ความไม่แน่นอนของการวัด เกณฑ์ยอมรับของประแจ และ Decision Rule ที่องค์กรเลือกใช้ร่วมกัน
วิธีใช้ Torque Wrench Checker อย่างถูกต้อง
ก่อนเริ่มการทดสอบ ควรตรวจสอบสภาพของเครื่องมือ และติดตั้ง Torque Wrench Checker บนโต๊ะหรือฐานที่มั่นคง เพื่อลดผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือนและการขยับระหว่างออกแรง
ขั้นตอนพื้นฐาน
- เลือก Adapter ที่มีขนาดหัวขับตรงกับประแจที่ต้องการทดสอบ
- ตั้งค่าช่วงแรงบิด หน่วยการวัด และทิศทางการวัดให้ถูกต้อง
- Preload เครื่องมือตามคำแนะนำของผู้ผลิต
- ออกแรงอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการกระชากหรือเร่งแรงกะทันหัน
- จับประแจในตำแหน่งที่ถูกต้องตามที่ผู้ผลิตกำหนด และรักษาแนวการออกแรงให้ตั้งฉาก
- บันทึกผลการทดสอบทันทีหลังการวัดแต่ละครั้ง
การออกแรงกระชากหรือการวางแนวของประแจที่ไม่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดแรงด้านข้าง (Side Load) ซึ่งส่งผลต่อความถูกต้องของผลการทดสอบอย่างมีนัยสำคัญ
วิธีทดสอบประแจวัดแรงบิดและข้อมูลที่ต้องบันทึก
กระบวนการทดสอบควรครอบคลุมจุดแรงบิดหลายระดับที่กระจายตัวตลอดช่วงการใช้งาน เช่น ประมาณ 20%, 60% และ 100% ของช่วงการใช้งานจริง พร้อมทดสอบซ้ำหลายครั้งในแต่ละจุดเพื่อประเมินความสามารถในการวัดซ้ำ (Repeatability) ของเครื่องมือ
ข้อมูลที่ควรบันทึกในทุกครั้ง
- หมายเลขประจำเครื่องมือ (Serial Number หรือรหัสควบคุมภายใน)
- ช่วงแรงบิดและหน่วยการวัดที่ใช้
- ค่าแรงบิดเป้าหมายที่ตั้งไว้
- ค่าแรงบิดที่วัดได้ในแต่ละครั้ง
- ผลการประเมิน (ผ่าน/ไม่ผ่าน) ตามเกณฑ์ที่กำหนด
- ชื่อผู้ทดสอบ
- วันที่และเวลาที่ทำการทดสอบ
การบันทึกข้อมูลอย่างครบถ้วนเป็นพื้นฐานสำคัญของระบบการสอบกลับได้ และช่วยให้สามารถวิเคราะห์แนวโน้มการเสื่อมสภาพของเครื่องมือได้ในระยะยาว
การคำนวณค่าคลาดเคลื่อนของประแจวัดแรงบิด
ผลการตรวจสอบประแจวัดแรงบิดสามารถประเมินเป็นเปอร์เซ็นต์ความคลาดเคลื่อนได้จากสูตรต่อไปนี้
Deviation (%) = ((ค่าที่วัดได้ − ค่าเป้าหมาย) ÷ ค่าเป้าหมาย) × 100
ตัวอย่างเช่น ตั้งประแจวัดแรงบิดไว้ที่ 100 N·m และ Torque Wrench Checker วัดได้ 103 N·m
Deviation (%) = ((103 − 100) ÷ 100) × 100 = +3%
ค่าบวกหมายถึงประแจสร้างแรงบิดสูงกว่าค่าเป้าหมาย ส่วนค่าลบหมายถึงประแจสร้างแรงบิดต่ำกว่าค่าเป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม การใช้ค่า Deviation เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการตัดสินผล โดยเฉพาะเมื่อค่าที่วัดได้อยู่ใกล้ขอบเขตยอมรับ องค์กรควรพิจารณาความไม่แน่นอนของการวัดร่วมด้วย และกำหนด Decision Rule ไว้ล่วงหน้า
Measurement Uncertainty คืออะไร
Measurement Uncertainty หรือความไม่แน่นอนของการวัด คือค่าที่ใช้แสดงขอบเขตความไม่แน่ใจของผลการวัด ไม่ได้หมายความว่าเครื่องมือมีความผิดพลาดเท่ากับค่าความไม่แน่นอน แต่เป็นข้อมูลที่แสดงว่าค่าจริงอาจอยู่ในช่วงใด ภายใต้เงื่อนไขและระดับความเชื่อมั่นที่กำหนด
ตัวอย่างเช่น Torque Wrench Checker วัดค่าได้ 100 N·m และรายงานความไม่แน่นอนของการวัดที่ ±1 N·m หมายความว่า ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ค่าที่สมเหตุสมผลอาจอยู่ในช่วงประมาณ 99 ถึง 101 N·m
แหล่งที่มาของความไม่แน่นอนในการตรวจสอบแรงบิด
- ความละเอียดของ Torque Wrench Checker
- ความสามารถในการวัดซ้ำของระบบ
- ความคลาดเคลื่อนของ Torque Transducer ภายในเครื่อง Checker
- Adapter และอุปกรณ์ต่อพ่วง
- การวางแนว (Alignment) ของประแจกับเครื่อง
- แรงด้านข้าง (Side Load)
- ความแตกต่างระหว่างผู้ปฏิบัติงานแต่ละคน
- อุณหภูมิและสภาพแวดล้อมขณะทดสอบ
- วิธีการและอัตราการออกแรง
- ความไม่แน่นอนจากการสอบเทียบของเครื่องอ้างอิงเอง
การประเมินผลจึงควรพิจารณาค่าที่วัดได้ร่วมกับความไม่แน่นอนของการวัด โดยเฉพาะกรณีที่ผลอยู่ใกล้ขอบเขตยอมรับ
Decision Rule คืออะไร
Decision Rule คือกติกาที่องค์กรกำหนดไว้ล่วงหน้า สำหรับตัดสินว่าเครื่องมือผ่านหรือไม่ผ่าน เมื่อพิจารณาค่าที่วัดได้ร่วมกับความไม่แน่นอนของการวัด
ตัวอย่างเช่น หากประแจวัดแรงบิดมีเกณฑ์ยอมรับที่ ±4% และผลการตรวจสอบเท่ากับ +3.8% แม้ว่าค่าที่วัดได้จะยังอยู่ภายในเกณฑ์ แต่หากความไม่แน่นอนของการวัดเท่ากับ ±0.5% ค่าจริงอาจเกินขอบเขต +4% ได้
รูปแบบ Decision Rule ที่พบบ่อย
- ตัดสินจากค่าที่วัดได้โดยตรง โดยไม่นำความไม่แน่นอนมาพิจารณา (Simple Acceptance)
- พิจารณาความไม่แน่นอนของการวัดร่วมกับเกณฑ์ยอมรับ
- ใช้ Guard Band เพื่อลดความเสี่ยงในการยอมรับเครื่องมือที่อาจไม่เป็นไปตามข้อกำหนด
Decision Rule ควรถูกระบุไว้ในวิธีปฏิบัติงาน ข้อกำหนดของลูกค้า หรือข้อตกลงระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการ เพื่อให้การตัดสินผลมีความชัดเจนและสอดคล้องกันทุกครั้ง
ขั้นตอนเมื่อประแจวัดแรงบิดไม่ผ่านการตรวจสอบ
เมื่อพบว่าประแจวัดแรงบิดมีค่าคลาดเคลื่อนเกินเกณฑ์ยอมรับ ไม่ควรดำเนินการเพียงส่งเครื่องมือไปสอบเทียบหรือซ่อมเท่านั้น แต่ต้องประเมินผลกระทบต่อชิ้นงานที่ใช้ประแจดังกล่าวไปแล้วด้วย
1. หยุดใช้งานและแยกเครื่องมือ
หยุดใช้ประแจทันที พร้อมติดป้ายหรือระบุสถานะให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการนำกลับไปใช้โดยไม่ตั้งใจ
2. ตรวจสอบวิธีการทดสอบ
ตรวจสอบว่า Adapter ขนาดหัวขับ ทิศทางการวัด การตั้งค่าเครื่อง Checker และวิธีการออกแรงของผู้ปฏิบัติงานถูกต้องหรือไม่
3. ทดสอบซ้ำเพื่อยืนยันผล
ดำเนินการทดสอบซ้ำตามขั้นตอนที่กำหนด เพื่อยืนยันว่าผลที่ไม่ผ่านไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของการติดตั้งหรือผู้ปฏิบัติงาน
4. ส่งซ่อม ปรับตั้ง หรือสอบเทียบ
หากยืนยันแล้วว่าประแจไม่ผ่านเกณฑ์ ควรส่งเครื่องมือเพื่อซ่อม ปรับตั้ง หรือสอบเทียบตามความเหมาะสม
5. ระบุช่วงเวลาที่อาจได้รับผลกระทบ
ตรวจสอบวันที่ประแจผ่านการตรวจสอบครั้งล่าสุด เปรียบเทียบกับวันที่พบความผิดปกติ เพื่อกำหนดช่วงเวลาที่เครื่องมืออาจมีค่าคลาดเคลื่อน
6. ตรวจสอบประวัติการใช้งาน
ตรวจสอบว่าประแจถูกนำไปใช้กับชิ้นงาน หมายเลขล็อต จุดขัน หรือกระบวนการใดบ้าง รวมถึงค่าแรงบิดที่กำหนดและระดับความสำคัญของชิ้นงานเหล่านั้น
7. ประเมินผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์
ประเมินว่าค่าคลาดเคลื่อนของประแจอาจส่งผลต่อความปลอดภัย คุณภาพ หรือการทำงานของผลิตภัณฑ์หรือไม่ สำหรับชิ้นงานที่มีความสำคัญต่อความปลอดภัย อาจต้องดำเนินการเพิ่มเติม เช่น
- กักกันล็อตการผลิตที่เกี่ยวข้อง
- ตรวจสอบแรงบิดซ้ำในชิ้นงานที่ผลิตไปแล้ว
- ตรวจสอบชิ้นงานเพิ่มเติมตามแผนการสุ่มตัวอย่าง
- ดำเนินการตามกระบวนการควบคุมผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด
- แจ้งลูกค้าหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามระดับความรุนแรง
8. ตรวจยืนยันก่อนนำกลับมาใช้งาน
หลังซ่อมหรือปรับตั้งแล้ว ต้องตรวจยืนยันหรือสอบเทียบอีกครั้ง และต้องมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ใบรับรองผลการสอบเทียบหรือบันทึกผลการทวนสอบ ยืนยันว่าเครื่องมือกลับมาอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว ก่อนอนุญาตให้นำประแจกลับเข้าสู่สายการผลิต
9. บันทึกสาเหตุและการดำเนินการแก้ไข
บันทึกผลการตรวจสอบ สาเหตุของความผิดปกติ ผลกระทบที่ประเมินได้ การดำเนินการแก้ไข และผลการยืนยันหลังแก้ไข เพื่อใช้ในการตรวจสอบย้อนหลังและป้องกันการเกิดซ้ำ
มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
ISO 6789-1:2017
ครอบคลุมข้อกำหนดด้านการทดสอบความสอดคล้อง การทำเครื่องหมาย และคำประกาศความสอดคล้องของเครื่องมือแรงบิดแบบใช้มือ ทั้งชนิดแสดงค่า (Indicating Type) และชนิดตั้งค่า (Setting Type) มาตรฐานส่วนนี้ใช้ประเมินว่าเครื่องมือเป็นไปตามข้อกำหนดด้านสมรรถนะที่กำหนดหรือไม่
ISO 6789-2:2017
ครอบคลุมวิธีการสอบเทียบเครื่องมือแรงบิดแบบใช้มือ การประเมินและคำนวณความไม่แน่นอนของการวัด รวมถึงข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับระบบวัดแรงบิดที่ใช้เป็นมาตรฐานในการสอบเทียบ มาตรฐานส่วนนี้จึงมีความสำคัญสำหรับห้องปฏิบัติการสอบเทียบและองค์กรที่ต้องการผลการสอบเทียบที่มีการประเมิน Measurement Uncertainty อย่างเป็นระบบ
*สรุปแล้วในแง่ความแตกต่าง คือ หากองค์กรต้องการเพียงตรวจสอบว่าเครื่องมือยังอยู่ในเกณฑ์ อาจใช้กระบวนการ Verification ตามระบบควบคุมภายใน แต่หากต้องการผลการสอบเทียบที่มีการประเมินความไม่แน่นอนและสามารถสอบกลับได้ ควรดำเนินการตามวิธีสอบเทียบที่เหมาะสม โดยใช้ห้องปฏิบัติการที่มีความสามารถในขอบข่ายแรงบิดดังกล่าว
ISO/IEC 17025:2017
มาตรฐานสำหรับความสามารถของห้องปฏิบัติการทดสอบและสอบเทียบ ใช้ยืนยันว่ากระบวนการสอบเทียบมีความถูกต้องและสอบกลับได้สู่มาตรฐานแห่งชาติหรือนานาชาติ
บริษัท แคลิเบรชั่น แลบอราทอรี จำกัด (CLC) ได้รับการรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการสอบเทียบตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025:2017 หมายเลขการรับรอง 23-LB0092 จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และหมายเลข ACDM-2814 จาก ANSI National Accreditation Board (ANAB)
ILAC G24/OIML D 10
แนวทางสำหรับการกำหนดรอบการสอบเทียบเครื่องมือวัด (Guidelines for the Determination of Calibration Intervals of Measuring Instruments) เป็นเอกสารอ้างอิงที่องค์กรสามารถใช้ประกอบการทบทวนและปรับรอบสอบเทียบให้สอดคล้องกับความเสี่ยงและข้อมูลการใช้งานจริง
การกำหนดรอบสอบเทียบ Torque Wrench Checker
รอบตามระยะเวลา
แนวปฏิบัติที่ใช้กันทั่วไปในอุตสาหกรรมคือ การสอบเทียบอย่างน้อยทุก 12 เดือน และอาจปรับเป็นทุก 6 เดือนหากมีการใช้งานหนักหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่รุนแรง
อย่างไรก็ตาม ISO 9001 และ ISO/IEC 17025 ไม่ได้กำหนดรอบสอบเทียบไว้ตายตัว องค์กรควรกำหนดรอบโดยพิจารณาจากความถี่การใช้งาน สภาพแวดล้อม ประวัติผลการสอบเทียบที่ผ่านมา และความเสี่ยงของกระบวนการ โดยอาจใช้ ILAC G24 เป็นแนวทางประกอบ
เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่อาจกระทบความแม่นยำ
ต้องส่งสอบเทียบทันทีเมื่อเครื่องตกหล่น ถูกกระแทกอย่างแรง หรือมีการใช้งานเกินขีดจำกัดสูงสุด (Overload) การกระแทกเพียงครั้งเดียวอาจทำให้ค่าความไม่แน่นอนของเครื่องเปลี่ยนไป แม้ภายนอกจะไม่พบร่องรอยความเสียหายก็ตาม
การดูแลรักษา Torque Wrench Checker
- ติดตั้งบนโต๊ะหรือฐานที่มั่นคง หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีแรงสั่นสะเทือน
- ทำความสะอาดหัวขับ (Drive) และช่องเสียบอย่างสม่ำเสมอ
- ตรวจสอบสภาพและความสึกหรอของ Adapter ก่อนใช้งานทุกครั้ง
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีรุนแรงหรือน้ำมันที่อาจกัดกร่อนชิ้นส่วน
- ป้องกันการใช้งานเกินพิกัด (Overload) โดยเด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้ Torque Transducer ภายในเสียหายถาวร
- จัดเก็บในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นตามคำแนะนำของผู้ผลิต
มุมมองเชิงธุรกิจและความคุ้มค่าของการลงทุน
การลงทุนใน Torque Wrench Checker ไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนของเครื่องมือ แต่เป็นการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงจากของเสีย การหยุดสายการผลิต และการเรียกคืนสินค้า
การวิเคราะห์ความคุ้มค่าควรพิจารณาต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นจากชิ้นงานที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด (Reject) ระยะเวลาที่สายการผลิตต้องหยุด (Downtime) และค่าใช้จ่ายจากการตรวจสอบย้อนหลังเมื่อพบว่าเครื่องมือคลาดเคลื่อน ซึ่งในหลายกรณีมีมูลค่าสูงกว่าค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบและสอบเทียบตามรอบอย่างมีนัยสำคัญ
คำถามที่พบบ่อย
Torque Wrench Checker ใช้แทนการสอบเทียบได้หรือไม่
โดยทั่วไปไม่สามารถใช้แทนได้ เครื่องมือประเภทนี้ใช้สำหรับการทวนสอบ (Verification) ระหว่างรอบสอบเทียบเป็นหลัก การสอบเทียบ (Calibration) ต้องมีมาตรฐานอ้างอิงที่สอบกลับได้ วิธีการที่กำหนดไว้ และการประเมินความไม่แน่นอนของการวัดอย่างครบถ้วน
ต้องตรวจสอบประแจวัดแรงบิดทุกกะหรือไม่
ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดขององค์กรและความเสี่ยงของกระบวนการ ไม่มีมาตรฐานสากลกำหนดไว้ตายตัว กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยอาจกำหนดให้ตรวจทุกกะ ขณะที่งานทั่วไปอาจกำหนดเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือตามจำนวนครั้งที่ใช้งาน
TAR 4:1 เป็นข้อบังคับตามมาตรฐานหรือไม่
ไม่ใช่ข้อบังคับโดยตรงของ ISO 6789 แต่เป็นแนวทางที่นิยมใช้ในหลายอุตสาหกรรม การประเมินความเหมาะสมของเครื่องมืออ้างอิงควรพิจารณาความไม่แน่นอนของการวัด เกณฑ์ยอมรับของประแจ และ Decision Rule ที่องค์กรใช้ร่วมด้วย
ISO 6789-1 กับ ISO 6789-2 ต่างกันอย่างไร
ISO 6789-1 ครอบคลุมข้อกำหนดด้านการทดสอบความสอดคล้องและการทำเครื่องหมายของเครื่องมือแรงบิดแบบใช้มือ ส่วน ISO 6789-2 ครอบคลุมวิธีการสอบเทียบและการประเมินความไม่แน่นอนของการวัด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการยืนยันความน่าเชื่อถือและการสอบกลับได้ของผลการสอบเทียบ
เมื่อประแจไม่ผ่านการตรวจสอบ ต้องทำอย่างไรกับชิ้นงานที่ผลิตไปแล้ว
ต้องระบุช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ประแจผ่านการตรวจครั้งล่าสุดจนถึงวันที่พบความผิดปกติ ตรวจสอบว่าประแจถูกใช้กับชิ้นงานหรือล็อตใดบ้าง แล้วประเมินผลกระทบต่อความปลอดภัยและคุณภาพ สำหรับชิ้นงานที่มีความสำคัญสูงอาจต้องกักกันล็อต ตรวจสอบแรงบิดซ้ำ หรือดำเนินการตามกระบวนการควบคุมผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด
ควรสอบเทียบ Torque Wrench Checker บ่อยแค่ไหน
แนวปฏิบัติทั่วไปคืออย่างน้อยทุก 12 เดือน และอาจถี่ขึ้นหากใช้งานหนัก อย่างไรก็ตาม มาตรฐานไม่ได้กำหนดรอบไว้ตายตัว องค์กรควรกำหนดรอบจากความถี่การใช้งาน สภาพแวดล้อม ประวัติการสอบเทียบ และความเสี่ยงของกระบวนการ นอกจากนี้ต้องส่งสอบเทียบทันทีหากเครื่องตกกระแทกหรือถูกใช้งานเกินพิกัด
บริการสอบเทียบด้านแรงบิดจาก CLC
บริษัท แคลิเบรชั่น แลบอราทอรี จำกัด (CLC) ให้บริการสอบเทียบประแจวัดแรงบิดและเครื่องมือวัดแรงบิด ภายใต้ระบบคุณภาพ ISO/IEC 17025:2017 พร้อมรายงานค่าคลาดเคลื่อนและความไม่แน่นอนของการวัดในใบรับรองผลการสอบเทียบ
ดูรายละเอียดบริการสอบเทียบด้านแรงบิดและแรง (Torque & Force) และปรึกษาการกำหนดรอบสอบเทียบที่เหมาะสมกับกระบวนการผลิตของคุณได้ที่หน้าบริการสอบเทียบของ CLC
สรุป
Torque Wrench Checker เป็นส่วนหนึ่งของระบบควบคุมเครื่องมือวัด ใช้ตรวจติดตามสมรรถนะของประแจวัดแรงบิดก่อนใช้งานหรือระหว่างรอบสอบเทียบ เพื่อค้นหาความผิดปกติและแนวโน้มการคลาดเคลื่อนก่อนนำเครื่องมือไปใช้กับชิ้นงานจริง
Verification เป็นการตรวจว่าเครื่องมือยังอยู่ในเกณฑ์ที่องค์กรกำหนด Calibration เป็นการเปรียบเทียบกับมาตรฐานอ้างอิงพร้อมประเมินความไม่แน่นอนของการวัด ส่วน Adjustment เป็นการปรับค่าเครื่องมือให้กลับเข้าใกล้ค่าที่ต้องการ ดังนั้น Torque Wrench Checker จึงไม่สามารถใช้แทนการสอบเทียบได้โดยอัตโนมัติ
ความถี่ในการทวนสอบควรกำหนดตามระดับความเสี่ยง ลักษณะการใช้งาน ประวัติของเครื่องมือ และข้อกำหนดขององค์กร หลักการ TAR 4:1 เป็นแนวทางที่นิยมใช้ แต่ไม่ใช่ข้อกำหนดตายตัวของ ISO 6789 การประเมินความเหมาะสมควรพิจารณาความไม่แน่นอนของการวัด เกณฑ์ยอมรับ และ Decision Rule ร่วมกัน
เมื่อผลการตรวจสอบอยู่นอกเกณฑ์ ต้องหยุดใช้ประแจ ทดสอบซ้ำเพื่อยืนยัน ส่งซ่อม ปรับตั้ง หรือสอบเทียบ พร้อมประเมินผลกระทบต่อชิ้นงานที่ผลิตไปแล้ว และต้องมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรยืนยันว่าเครื่องมือกลับมาอยู่ในเกณฑ์ ก่อนอนุญาตให้นำกลับเข้าสู่สายการผลิต
เอกสารอ้างอิง
- ISO 6789-1:2017 – Assembly tools for screws and nuts: Hand torque tools, Part 1: Requirements and methods for design conformance testing
- ISO 6789-2:2017 – Hand torque tools, Part 2: Requirements for calibration and determination of measurement uncertainty
- ISO/IEC 17025:2017 – General requirements for the competence of testing and calibration laboratories
- ILAC G24/OIML D 10 – Guidelines for the Determination of Calibration Intervals of Measuring Instruments
- เอกสารทางเทคนิคและคู่มือการใช้งานจากผู้ผลิต Torque Tester
เกี่ยวกับเรา
ประวัติความเป็นมา
สอบเทียบ
Pressure & Vacuum
Dimension
Temperature & Humidity
Torque & Force
Electrical
Mass & Balance
Glassware & Chemical
Medical
Flow
อบรม
Promotion
Pressure & Vacuum
Dimension
Temperature & Humidity
Torque & Force
Electrical
Mass & Balance
Glassware & Chemical
Others
บทความ
วีดีโอ
ข่าวสาร



