Washing Machine อุตสาหกรรม ทดสอบผ้าหดและสีตกให้แม่นได้อย่างไร

เครื่อซักผ้าโรงงานอุตสาหกรรม (Washing Machine), Washing Machine อุตสาหกรรม

เครื่องซักผ้า (Washing Machine) ทุกท่านอาจจะรู้จักกันดีกับเครื่องจักรรูปทรงสี่เหลี่ยม ใช้สำหรับทำความสะอาดหรือขจัดสิ่งสกปรกออกจากเนื้อผ้า โดยใช้องค์ประกอบร่วมในการทำงาน เช่น น้ำ ความร้อน เคมี เครื่องซักในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบ แต่ที่เราจะรู้จักกันหลัก ๆ ก็คือ เครื่องใช้ภายในครัว ประเภทใช้ตามบ้านเรือน

1.เครื่องซักผ้า 2 ถังกึ่งอัตโนมัติ เครื่องฝาบน 2 ถังเครื่อง กลุ่มนี้เป็นเครื่องประเภทประหยัด ข้อเสียของเครื่องแบบนี้คือต้องคอยดูขณะที่ทำการซักผ้า และใช้น้ำและเคมีในการซักแต่ละครั้งในปริมาณมากๆ

2.เครื่องซักผ้าอัตโนมัติ เครื่องซักผ้ากลุ่มนี้มีราคาค่าตัวสูงกว่ากลุ่มแรก ซึ่งเราสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ เครื่องเปิดฝาหน้า เครื่องเปิดฝาด้านบน และเครื่องเปิดฝาด้านข้าง

ซึ่งวันนี้เราจะไม่ได้มาอธิบายในส่วนเครื่องซักผ้าทั่ว ๆ ไปที่ทุกท่านรู้จักแน่นอน ทาง Calibration laboratory จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับเครื่องซักผ้าระดับอุตสาหกรรมกัน ว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างจากเครื่องซักผ้าในครัวเรือนอย่างไร และจำเป็นต้องสอบเทียบหรือไม่ เพราะเหตุใด

ในงานทดสอบสิ่งทอ เครื่องซักผ้าที่ใช้ไม่ได้มีหน้าที่เพียงซักให้ผ้าสะอาด แต่เป็นอุปกรณ์ทดสอบที่ต้องสร้างสภาวะซักและอบแห้งให้ซ้ำเดิมได้ตามมาตรฐาน เช่น ISO 6330 ซึ่งกำหนดขั้นตอนการซักและอบแห้งสำหรับงานทดสอบสิ่งทอ รวมถึงระบุ reference detergents และ ballast สำหรับการทดสอบไว้ด้วย ดังนั้นเครื่องซักผ้าอุตสาหกรรมที่ใช้ในห้องทดสอบหรือในงานควบคุมคุณภาพจึงต้องให้ค่าพารามิเตอร์ต่าง ๆ ได้ถูกต้องและทำซ้ำได้ ไม่ใช่เพียงทำงานได้ตามปกติแบบเครื่องซักทั่วไป

เครื่องซักผ้าอุตสาหกรรม

เครื่องซักผ้าอุตสาหกรรม เป็นเครื่องซักที่มีให้เลือกมากมาย มีขนาดตั้งแต่ 10 กิโลกรัมไปจนถึงเครื่องขนาดใหญ่ หลายร้อยกิโลกรัม

แบ่งตามประเภท

ประเภทฝาหน้า (Open Pocket) เครื่องฝาข้าง 2 ช่อง 3 ช่อง , เครื่องถังนอนเปิดหน้า หรือ เครื่องถังนอนเปิดหน้า ออกหลังทีเรียกว่ากันว่า เครื่อง Barier (ซึ่งเป็นเครื่องที่ใช้งานเฉพาะทาง เช่น โรงงานที่ควบคุมเรื่องความสะอาด เสียง การแพทย์) ซึ่งเป็นเครื่องที่มีราคาค่าตัวสูง และเครื่องขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบมาใช้กับระบบอุตสาหกรรมที่ต้องการปริมาณการ ซักต่อเนื่องและปริมาณมากๆ เช่น เครื่องซักอุโมงค์

แบ่งตามกลุ่มใช้งาน

กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ใช้เครื่องประเภทที่ไม่ใหญ่มาก เช่น ร้านซักอบรีดทั่วไป รอบการสลัดต้ำไม่เกิน 550รอบ/นาที หรือที่เรียกว่า Normal Sprint ส่วนใหญ่ขนาดไม่เกิน 50 กิโลกรัม

กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรม ขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ กลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะมีเครื่องจักรใช้ ตั้งแต่ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ใช้เครื่องจักรหลากหลาย ตั้งแต่ 25 จนถึง 200 กิโลกรัม

แบ่งตามลักษณะการทำงานของเครื่อง

  • Normal Sprint ส่วนใหญเป็นเครื่องขนาดไม่เกิน 25 กิโลกรัม รอบสลัดต้ำประมาณ 450 รอบ/นาที
  • Extra Sprint หรือ Medium Sprint เป็นเครื่องขนาดกลาง ตั่งแต่ 25-60 กิโลกรัม รอบสลัดไม่เกิน 600 รอบ/นาที
  • Hing Sprint มีตั่งแต่ 25 กิโลกรัมขึ้นไป รอบสลัดสูง จนถึงสูงมาก ตั้งแต่ 450-1200 รอบ/นาที

และยังมีฟังก์ชันเสริมในส่วนของการทำอุณหภูมิของเครื่องซักผ้าแบบอุตสาหกรรมเพื่อใช้ประโยชน์ได้อีกหลายประการ อาทิเช่น ฟังก์ชัน Durawash จำลองเงื่อนไขที่จำเป็นเพื่อให้เป็นไปตามการทดสอบความทนทานของเสื้อผ้าและผ้ามาตรฐานของอุตสาหกรรมสิ่งทอ

เครื่องซักผ้าอุตสาหกรรมกับการทดสอบเพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีมาตรฐานตามหลักสากลกำหนดจึงจำเป็นต้องผ่านการทดสอบด้านคุณภาพ 2 หัวข้อหลักๆด้วยกัน

ทดสอบการหดของผ้าจากการซัก (Washing Fastness)

อัตราการหดตัวหมายถึงเปอร์เซ็นต์ที่ขนาดของผ้าจะหดตัวเมื่อซักหรือแช่ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้การวัดระดับการหดตัวของผ้าด้วย ระดับอัตราการหดตัวของผ้าเป็นเกณฑ์หนึ่งในการวัดคุณภาพของผลิตภัณฑ์

ถ้าจะใช้ถ้อยคำให้ตรงตามภาษามาตรฐานสากล การประเมินเรื่องผ้าหดหลังซักควรเรียกว่า dimensional change หรือ shrinkage after washing and drying มากกว่าคำว่า washing fastness เพราะ ISO 5077 ใช้คำว่า determination of dimensional change in washing and drying เพื่ออธิบายการวัดการเปลี่ยนแปลงขนาดของผ้า เสื้อผ้า หรือสิ่งทอหลังผ่านขั้นตอนซักและอบแห้งที่กำหนดไว้ การเติมคำอธิบายนี้จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจว่าหัวข้อนี้เน้นเรื่องการเปลี่ยนแปลงขนาด ไม่ใช่เรื่องความคงทนของสี

ทดสอบความคงทนของสีจากการซัก (Color fastness)

ความคงทนของสีในการซักเป็นหนึ่งในรายการทดสอบทั่วไปเกี่ยวกับความคงทนของการย้อมสีสิ่งทอโดยส่วนใหญ่เป็นการทดสอบความคงทนของสีในการย้อมสีของผ้าสิ่งทอสำหรับเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์สิ่งทอสำหรับใช้ในบ้านหลังจากการจำลองการซักในครัวเรือนและเชิงพาณิชย์อย่างน้อยหนึ่งรายการ

การทดสอบความคงทนของสีจากการซักไม่ได้ดูแค่สีซีดหรือไม่เท่านั้น แต่เป็นการประเมินความต้านทานของสีสิ่งทอต่อกระบวนการซักในบ้านหรือเชิงพาณิชย์ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด มาตรฐาน ISO 105-C06 ระบุชัดว่าการทดสอบนี้ใช้กับสิ่งทอทุกชนิดและทุกรูปแบบ โดยอาศัย reference detergent และเงื่อนไขการซักที่ควบคุมได้ เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบผลระหว่างห้องทดสอบได้อย่างเป็นธรรม

โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไข

  • น้ำยาซักมาตรฐาน
  • ความเร็วรอบในการหมุนของเครื่อง (รอบต่อนาที)
  • อุณหภูมิของน้ำ (°C)
  • ระยะเวลาในแต่ละรอบของการซัก,ล้าง,ปั่นแห้ง (นาที)
  • ปริมาตรน้ำ (ลิตร)

ในเชิงการทดสอบ ปัจจัยเหล่านี้ไม่ควรถูกมองเป็นตัวแปรแยกส่วน แต่เป็น controlled variables ของการทดสอบที่ต้องทำงานสอดคล้องกันทั้งหมด หากค่ารอบหมุน อุณหภูมิ เวลา หรือปริมาตรน้ำคลาดจากค่าที่กำหนด ผลการทดสอบทั้งด้านการเปลี่ยนแปลงขนาดและความคงทนของสีก็สามารถเปลี่ยนไปได้ทันที ดังนั้นการทวนสอบหรือสอบเทียบจึงควรเน้นเป็นรายพารามิเตอร์ที่มีผลต่อผลทดสอบจริง ไม่ใช่มองเพียงว่าเครื่องยังเปิดติดและหมุนได้

หากฟังก์ชันที่เป็นปัจจัยในการทดสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างเครื่องซักผ้าที่ใช้ทดสอบไม่เที่ยงตรง จะส่งผลกับผลิตภัณฑ์โดยตรง จึงแนะนำนำอย่างยิ่งในการตรวจเช็ค ตรวจสอบดูและอย่างสม่ำเสมอและหมั่นทวนสอบ/สอบเทียบว่าปัจจัยสำคัญอย่าง ความเร็วรอบในการหมุนของเครื่อง (รอบต่อนาที), อุณหภูมิของน้ำ (°C), ระยะเวลาในแต่ละรอบของการซัก,ล้าง,ปั่นแห้ง (นาที),ปริมาตรน้ำ (ลิตร) ยังสามารถทำงานได้อย่างเที่ยงตรง

เหตุผลที่ต้องสอบเทียบเป็นรายพารามิเตอร์ เพราะมาตรฐานสิ่งทออาศัยการซักและอบแห้งที่ควบคุมเงื่อนไขได้จริง เช่น ISO 6330 สำหรับ domestic washing and drying procedures, ISO 5077 สำหรับการวัด dimensional change และ ISO 105-C06 สำหรับ colour fastness to domestic and commercial laundering หากพารามิเตอร์หลักของเครื่องซักผ้าทดสอบคลาดเคลื่อน แม้เพียงบางส่วน ผลทดสอบที่ได้ก็อาจไม่สะท้อนคุณสมบัติจริงของผลิตภัณฑ์

โดยทาง Calibration Laboratory Co. Ltd. พร้อมให้บริการสอบเทียบถึงสถานที่ตั้งเครื่อง Washing Machine สามารถสอบเทียบได้ครอบคลุมในหัวข้อสำคัญอย่าง ความเร็วรอบในการหมุนของเครื่อง (รอบต่อนาที), อุณหภูมิของน้ำ(°C), ระยะเวลาในแต่ละรอบของการซัก, ล้าง, ปั่นแห้ง(นาที), ปริมาตรน้ำ(ลิตร)

มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการใช้เครื่องซักผ้าในงานทดสอบสิ่งทอหลัก ๆ ได้แก่ ISO 6330 สำหรับขั้นตอนการซักและอบแห้ง, ISO 5077 สำหรับการวัดการเปลี่ยนแปลงขนาดหลังซักและอบแห้ง และ ISO 105-C06 สำหรับการทดสอบความคงทนของสีต่อการซัก การระบุชื่อมาตรฐานเหล่านี้ไว้ในบทความจะช่วยให้ผู้อ่านเห็นกรอบอ้างอิงชัดขึ้น และทำให้บทความมีน้ำหนักมากขึ้นในเชิงเทคนิคและระบบคุณภาพ

แหล่งอ้างอิง

ISO 6330:2021 — Textiles — Domestic washing and drying procedures for textile testing (หน้าข้อมูลมาตรฐาน ISO ระบุว่าเอกสารนี้กำหนดขั้นตอนการซักและอบแห้งสำหรับงานทดสอบสิ่งทอ รวมถึง reference detergents และ ballast)

ISO 5077:2007 — Textiles — Determination of dimensional change in washing and drying

ISO 105-C06:2010 — Textiles — Tests for colour fastness — Part C06: Colour fastness to domestic and commercial laundering

 

 

 

MKS