ประแจวัดแรงบิดดิจิทัล (Digital Torque Wrench) คืออะไร เลือกใช้และสอบเทียบอย่างไรให้ได้มาตรฐาน

Digital Torque Wrench หรือประแจวัดแรงบิดดิจิทัล คือเครื่องมือสำหรับควบคุมแรงบิดในงานขันยึด โดยแสดงค่าผ่านหน้าจอและแจ้งเตือนเมื่อถึงค่าเป้าหมาย บางรุ่นรองรับการบันทึกและส่งออกข้อมูล เครื่องมือควรได้รับการควบคุม ตรวจสอบ และสอบเทียบตามความเสี่ยง ข้อกำหนดของผู้ผลิต และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

Digital Torque Wrench คืออะไร

Digital Torque Wrench คือ ประแจวัดแรงบิดแบบดิจิทัลที่ใช้ควบคุมค่าแรงบิด (Torque) ให้เป็นไปตามค่าที่กำหนด พร้อมแสดงผลผ่านหน้าจอ LCD หรือ OLED และมีระบบแจ้งเตือนด้วยเสียง แสง หรือการสั่น เมื่อถึงค่า Torque ที่ตั้งไว้ เครื่องมือนี้ถูกออกแบบมาเพื่อ

  • ป้องกันการขันแน่นเกิน (Over Torque)
  • ป้องกันการขันไม่ถึงค่า (Under Torque)
  • เพิ่มความแม่นยำของงานประกอบ
  • บันทึกข้อมูลเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับในระบบ Quality Control

หลักการทำงานของ Digital Torque Wrench

Digital Torque Wrench ทำงานโดยอาศัยเซนเซอร์วัดความเครียด (Strain Gauge) หรือเซนเซอร์วัดการบิดตัวที่ติดตั้งภายในตัวเครื่อง เมื่อผู้ใช้ออกแรงขัน เซนเซอร์จะรับรู้การบิดตัวและแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้า ก่อนประมวลผลและแสดงเป็นค่าตัวเลขบนหน้าจอแบบเรียลไทม์ พร้อมแจ้งเตือนเมื่อถึงค่าที่ตั้งไว้ ทั้งนี้ เทคโนโลยีเซนเซอร์และวิธีประมวลผลอาจแตกต่างกันในแต่ละรุ่น จึงควรอ้างอิงรายละเอียดจากคู่มือของผู้ผลิตเป็นหลัก

ประเภทของ Digital Torque Wrench

  • Digital Indicating Torque Wrench – แสดงค่าแรงบิดที่วัดได้บนหน้าจอ เหมาะกับงานอ่านค่าและทวนสอบ
  • แบบตั้งค่าแจ้งเตือน (Setting / Preset) ตั้งค่าเป้าหมายไว้ล่วงหน้า และแจ้งเตือนเมื่อถึงค่าที่กำหนด
  • Interchangeable-head – เปลี่ยนหัวขันได้หลายแบบ เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน
  • Digital Torque Adapter – อุปกรณ์เสริมที่ทำให้ประแจทั่วไปวัดค่าแรงบิดแบบดิจิทัลได้
  • Data-logging Torque Wrench – บันทึกและส่งออกข้อมูลการขันเพื่อการตรวจสอบย้อนหลัง

ประโยชน์และวัตถุประสงค์ในการเลือกใช้

การนำ Digital Torque Wrench มาใช้ช่วยเพิ่มความแม่นยำของการขัน ลดความเสียหายของชิ้นงาน ลดการเกิดงานเสีย (Defect) เพิ่มคุณภาพสินค้า ลด Human Error ตรวจสอบย้อนกลับได้ และเพิ่มความปลอดภัยในการทำงาน

การรองรับระบบบริหารคุณภาพ: ช่วยสนับสนุนระบบควบคุมกระบวนการและการตรวจสอบย้อนกลับตามข้อกำหนดของระบบบริหารคุณภาพ เช่น ISO 9001 หรือ IATF 16949 ทั้งนี้ องค์กรต้องกำหนดวิธีใช้งาน การควบคุมเครื่องมือ การบันทึกข้อมูล และเกณฑ์การยอมรับให้สอดคล้องกับกระบวนการของตนเอง

การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability): Process Traceability หมายถึงความสามารถในการตรวจสอบย้อนหลังว่าใครใช้เครื่องมือ ขันชิ้นงานใด เมื่อใด และได้ค่าเท่าใด ส่วน Metrological Traceability หมายถึงความสัมพันธ์ของผลการวัดกับมาตรฐานอ้างอิงผ่านสายโซ่การสอบเทียบที่มีการระบุความไม่แน่นอนของการวัด

เหมาะกับอุตสาหกรรมใด

Digital Torque Wrench ถูกนำไปใช้ในหลายอุตสาหกรรมที่ต้องการควบคุมแรงบิดอย่างแม่นยำ เช่น ยานยนต์ อากาศยาน พลังงาน อาหารและยา อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือแพทย์ Oil & Gas และโรงงานประกอบเครื่องจักร โดยตัวอย่างงานที่พบบ่อย ได้แก่

  • ยานยนต์ ประกอบเครื่องยนต์ ล้อ เบรก และงานขันแน่นชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ เช่น ฝาสูบหรือก้านสูบ
  • อากาศยาน งานประกอบอากาศยานบางประเภท โดยเฉพาะจุดต่อที่มีความสำคัญต่อความปลอดภัย อาจกำหนดให้ควบคุมและบันทึกค่าแรงบิดตามเอกสารการผลิต คู่มือซ่อมบำรุง หรือข้อกำหนดของผู้ผลิตอากาศยาน
  • พลังงานลม ขันโบลต์ขนาดใหญ่ของโครงสร้างทาวเวอร์และใบพัดกังหันลม
  • พลังงานนิวเคลียร์ ระบบข้อต่อในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องควบคุมการประกอบอย่างเข้มงวดตามข้อกำหนดด้านวิศวกรรมและความปลอดภัย โดยแรงบิดเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อ Bolt Preload และความสมบูรณ์ของข้อต่อ แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ใช้รับรองการป้องกันการรั่วซึม
  • เครื่องมือแพทย์ ในกระบวนการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ Digital Torque Wrench หรือ Torque Driver อาจใช้ควบคุมแรงบิดของชิ้นส่วนขนาดเล็กตามข้อกำหนดการผลิต ส่วนการใช้งานกับรากฟันเทียมหรืออุปกรณ์ฝังในร่างกายต้องปฏิบัติตามคู่มือและค่าแรงบิดที่ผู้ผลิตอุปกรณ์กำหนดโดยเฉพาะ
  • อิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ งานประกอบชิ้นส่วนที่บอบบาง ต้องควบคุมแรงบิดระดับต่ำ เช่น N·m, cN·m หรือ mN·m ตามขนาดและข้อกำหนดของชิ้นส่วน
  • Oil & Gas / ระบบความดัน งานขันหน้าแปลน (Flange) และถังบรรจุความดันสูง เพื่อควบคุมความสมบูรณ์ของข้อต่อ

หลักการเลือกใช้ Digital Torque Wrench

ช่วงแรงบิด (Torque Range): ควรเลือกช่วงแรงบิดของเครื่องมือให้ครอบคลุมค่าแรงบิดที่ใช้งานจริง และหลีกเลี่ยงการใช้งานในช่วงต่ำมากของพิกัด หากผู้ผลิตไม่ได้รับรองความสามารถในช่วงดังกล่าว ช่วงใช้งานที่เหมาะสมควรพิจารณาจาก Specification, Accuracy Statement และคู่มือของ Digital Torque Wrench แต่ละรุ่น

ความละเอียด (Resolution): เช่น 0.01 Nm, 0.1 Nm หรือ 1 Nm ตามความเหมาะสมของงาน

ความแม่นยำ (Accuracy): ก่อนเปรียบเทียบ Accuracy ของเครื่องมือ ต้องตรวจสอบว่าผู้ผลิตระบุค่าความคลาดเคลื่อนเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่าที่อ่านได้ (%RDG) หรือเปอร์เซ็นต์ของพิกัดเต็ม (%FS) รวมถึงพิจารณาช่วงแรงบิด ทิศทางการใช้งาน และเงื่อนไขอุณหภูมิที่ผู้ผลิตกำหนด

Square Drive: เช่น 1/4″, 3/8″, 1/2″, 3/4″ หรือ 1″ ตามขนาดหัวขันที่ต้องใช้

Data Logging และการเชื่อมต่อ: เช่น USB หรือ Bluetooth สำหรับบันทึกและส่งออกข้อมูลในระบบ Smart Factory (มีเฉพาะบางรุ่น)

วิธีใช้งานที่ถูกต้อง

เพื่อให้ได้ค่าแรงบิดที่แม่นยำและปลอดภัย ควรใช้งานตามลำดับต่อไปนี้

  1. ตรวจสภาพเครื่องมือและระดับแบตเตอรี่ก่อนใช้งาน
  2. เลือกช่วงแรงบิดให้เหมาะกับงาน
  3. ตั้งหน่วยวัดให้ถูกต้อง (เช่น N·m, lbf·ft)
  4. ตั้งค่าเป้าหมายตามข้อกำหนดของงาน
  5. ตรวจทิศทางการขัน (ตามเข็มหรือทวนเข็ม)
  6. จับตำแหน่งด้ามให้ถูกต้องตามคู่มือ
  7. ออกแรงขันอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
  8. หยุดออกแรงทันทีเมื่อเครื่องแจ้งเตือนว่าถึงค่าที่ตั้งไว้
  9. จัดเก็บเครื่องมือตามคู่มือหลังใช้งาน

ปัจจัยที่ทำให้ค่าแรงบิดผิดพลาด

  • ออกแรงกระชากแทนการออกแรงต่อเนื่อง
  • จับด้ามผิดตำแหน่ง
  • ใช้ Extension หรือ Adapter โดยไม่ชดเชยค่าตามคู่มือ
  • แบตเตอรี่ต่ำ
  • ใช้งานเกินพิกัดของเครื่องมือ
  • ใช้ผิดทิศทางการขัน
  • เครื่องมือตกกระแทก
  • ตั้งหน่วยวัดผิด
  • ใช้ Torque Sequence ไม่ถูกต้อง

มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

การเลือกและสอบเทียบประแจวัดแรงบิดควรอ้างอิงมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  • ISO 6789-1:2017 – ข้อกำหนดการออกแบบและการทวนสอบประแจแรงบิดแบบมือ (Hand torque tools) เน้นเกณฑ์สำหรับผู้ผลิตในการประเมินความสอดคล้องของเครื่องมือ
  • ISO 6789-2:2017 – ข้อกำหนดการสอบเทียบและการหาความไม่แน่นอนของการวัด (Uncertainty) ใช้สำหรับห้องปฏิบัติการสอบเทียบประแจแรงบิดโดยเฉพาะ
  • ISO/IEC 17025 – มาตรฐานสากลว่าด้วยความสามารถของห้องปฏิบัติการทดสอบและสอบเทียบ รับรองว่าผลการวัดถูกต้อง แม่นยำ และน่าเชื่อถือ
  • ASME B107.300-2021 – Hand Torque Tools and Torque Testers มาตรฐานอเมริกาสำหรับประแจแรงบิดแบบมือและเครื่องทดสอบแรงบิด
  • DIN EN ISO 6789 – มาตรฐานประแจแรงบิดฉบับยุโรปที่สอดคล้องกับ ISO 6789
  • IATF 16949 – ระบบบริหารงานคุณภาพสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เน้นการป้องกันของเสียและลดความแปรปรวนในห่วงโซ่อุปทาน
  • ISO 9001 – ระบบบริหารงานคุณภาพพื้นฐานสำหรับทุกองค์กร

หมายเหตุ: ASTM E2428-22 เป็นมาตรฐานสำหรับการสอบเทียบและทวนสอบ Elastic Torque Measurement Standards หรือระบบวัดแรงบิดอ้างอิง จึงเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์มาตรฐานที่ใช้ในระบบสอบเทียบมากกว่าการใช้เป็นมาตรฐานหลักสำหรับประแจแรงบิดแบบมือโดยตรง

MPE, Process Tolerance และ TAR

Maximum Permissible Error หรือ MPE คือค่าความผิดพลาดสูงสุดที่ยอมรับได้ของเครื่องมือ ส่วน Process Tolerance คือขอบเขตที่กระบวนการหรือผลิตภัณฑ์ยอมรับได้ และ Test Accuracy Ratio หรือ TAR คืออัตราส่วนระหว่าง Tolerance ของเครื่องมือหรือกระบวนการที่ตรวจ กับความสามารถของอุปกรณ์อ้างอิงที่ใช้ตรวจสอบ

ตัวอย่างการพิจารณา TAR: หากกระบวนการกำหนด Tolerance ไว้ที่ ±5% และองค์กรต้องการใช้ TAR 4:1 อุปกรณ์อ้างอิงควรมีความสามารถประมาณ ±1.25% หรือดีกว่า อย่างไรก็ตาม การตัดสินความเหมาะสมไม่ควรพิจารณา TAR เพียงอย่างเดียว แต่ควรคำนึงถึง Measurement Uncertainty และ Decision Rule ร่วมด้วย

Verification, Calibration และ Adjustment ต่างกันอย่างไร

  • Verification (การทวนสอบ) การตรวจว่าเครื่องมือยังให้ค่าอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้หรือไม่ มักทำในหน้างานเพื่อยืนยันก่อนใช้
  • Calibration (การสอบเทียบ) การเปรียบเทียบค่ากับมาตรฐานอ้างอิงที่มี Traceability พร้อมระบุความไม่แน่นอนของการวัด โดยห้องปฏิบัติการที่มีความสามารถ
  • Adjustment (การปรับค่า) การปรับตั้งเครื่องมือให้ค่าถูกต้องขึ้น ซึ่งเป็นคนละขั้นตอนกับการสอบเทียบ

ข้อควรทราบ: การตรวจค่าในหน้างาน (Verification) ไม่เท่ากับการสอบเทียบ (Calibration) ที่ออกใบรับรองพร้อมค่าความไม่แน่นอน

 

การกำหนดรอบสอบเทียบ (Calibration Interval)

รอบการสอบเทียบขึ้นอยู่กับความถี่ใช้งาน สภาพแวดล้อม ความเสี่ยง และประวัติการสอบเทียบ ตารางด้านล่างเป็นตัวอย่างแนวทางเบื้องต้นในการพิจารณารอบสอบเทียบ ทั้งนี้ ไม่ใช่ข้อกำหนดตายตัว องค์กรควรกำหนดและทบทวนรอบสอบเทียบจากความถี่การใช้งาน ความสำคัญของจุดขัน สภาพแวดล้อม ประวัติผลสอบเทียบ ผลการทวนสอบระหว่างรอบ เหตุการณ์ตกกระแทก และข้อกำหนดของลูกค้าหรือผู้ผลิต

ลักษณะการใช้งาน ตัวอย่างแนวทางรอบสอบเทียบ
ใช้งานหนักทุกวัน 3-6 เดือน
ใช้งานปานกลาง 6 เดือน
ใช้งานทั่วไป 12 เดือน
หลังตกกระแทก สอบเทียบทันที

 

เมื่อใดควรส่งสอบเทียบ และการจัดการเมื่อเครื่องมือไม่ผ่าน

ควรส่งสอบเทียบเมื่อครบกำหนดรอบ เครื่องมือตกกระแทก ผ่านการซ่อม พบค่าที่วัดผิดปกติ ก่อนงานสำคัญ หลังใช้งานหนัก เมื่อลูกค้ากำหนด หรือเมื่อพบความคลาดเคลื่อนจากการตรวจสอบประจำวัน

เมื่อเครื่องมือไม่ผ่านเกณฑ์: ควรหยุดใช้งานทันที แยกสถานะเครื่องมือให้ชัดเจน ทดสอบยืนยันซ้ำ ส่งซ่อมหรือสอบเทียบ ประเมินผลกระทบต่อชิ้นงานที่ผลิตย้อนหลัง และตรวจยืนยันก่อนนำกลับมาใช้

เปรียบเทียบประแจวัดแรงบิดแต่ละประเภท

ตารางด้านล่างเปรียบเทียบประแจวัดแรงบิดตามลักษณะการอ่านค่า การตั้งค่าเป้าหมาย และการบันทึกข้อมูล เพื่อช่วยเลือกให้เหมาะกับลักษณะงาน

ประเภท การอ่านค่า การตั้งค่าเป้าหมาย/แจ้งเตือน การบันทึกข้อมูล งานที่เหมาะสม
Beam อ่านจากเข็ม/สเกล ไม่มี ไม่มี งานทั่วไป งบจำกัด
Click ไม่แสดงค่าตัวเลข คลิกเมื่อถึงค่า ไม่มี งานขันตามค่าที่ตั้ง
Digital แสดงค่าตัวเลข เสียง/ไฟ/สั่น มี (บางรุ่น) งาน QC ที่ต้องอ่านค่า
Dial อ่านจากหน้าปัด ไม่มี ไม่มี งานทวนสอบค่า
Hydraulic แสดงค่า บางรุ่น บางรุ่น งานแรงบิดสูง
Electronic Analyzer แสดงค่าละเอียด มี มี งานวิเคราะห์/ทวนสอบ

หมายเหตุ: ความแม่นยำต้องพิจารณาจาก Specification ของแต่ละรุ่น ไม่สามารถจัดอันดับจากประเภทเครื่องมือเพียงอย่างเดียวได้

ข้อดีและข้อเสียของ Digital Torque Wrench

ข้อดี: แม่นยำสูงกว่ารุ่นทั่วไป ใช้งานง่าย ลด Human Error และเก็บข้อมูลได้ถูกต้องกว่าเดิม

การเชื่อมต่อข้อมูล: Digital Torque Wrench บางรุ่นสามารถเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์ ระบบ MES หรือฐานข้อมูลผ่าน USB, Bluetooth หรือเครือข่ายที่ผู้ผลิตรองรับ จึงช่วยสนับสนุนการเก็บข้อมูลและระบบ Smart Factory ได้ อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการเชื่อมต่อและรูปแบบข้อมูลแตกต่างกันในแต่ละรุ่น

ข้อเสีย: ราคาสูงกว่ารุ่นเก่า ต้องดูแลแบตเตอรี่ ไวต่อแรงกระแทก และต้องสอบเทียบตามกำหนด

การดูแลรักษาเครื่องมือ

  • ระมัดระวังในการใช้งาน ห้ามตกกระแทก
  • ไม่ใช้เป็นค้อน และไม่ใช้คลายน็อตที่ติดแน่นเกินพิกัด
  • ไม่เก็บในที่ชื้น และเช็ดทำความสะอาดทุกครั้งหลังใช้งาน
  • ถอดแบตเตอรี่เมื่อไม่ใช้งานนาน
  • เก็บในกล่อง หลีกเลี่ยงสนามแม่เหล็กแรงสูง และตรวจสอบแบตเตอรี่เป็นประจำ

เกณฑ์การเลือกห้องปฏิบัติการสอบเทียบ

การเลือกห้องปฏิบัติการสอบเทียบประแจวัดแรงบิด ควรพิจารณาสิ่งต่อไปนี้

  • ขอบข่ายการรับรองครอบคลุมประเภทและช่วงแรงบิดที่ต้องการ
  • ความสามารถในการสอบเทียบ (CMC) เหมาะสมกับงาน
  • รองรับทิศทางการใช้งานที่ต้องการ (ตามเข็ม/ทวนเข็ม)
  • มีการระบุความไม่แน่นอนของการวัด (Measurement Uncertainty)
  • มี Metrological Traceability ที่ตรวจสอบได้

แนวโน้มการใช้งาน

ความต้องการด้านการบันทึกข้อมูล การตรวจสอบย้อนหลัง และการเชื่อมต่อระบบการผลิต ทำให้ Digital Torque Wrench ที่รองรับ Data Logging และการส่งออกข้อมูลมีบทบาทเพิ่มขึ้นในงานประกอบสมัยใหม่ โดยเฉพาะกระบวนการที่ต้องควบคุมจุดขันจำนวนมากหรือมีข้อกำหนดด้าน Traceability

บทสรุป

Digital Torque Wrench เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการควบคุมแรงบิดในงานประกอบที่ต้องการความแม่นยำ ความปลอดภัย และการตรวจสอบย้อนกลับ การเลือกเครื่องมือควรพิจารณาช่วงแรงบิด ความแม่นยำ ความละเอียด และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น ISO 6789 และ ISO/IEC 17025 พร้อมกำหนดรอบการสอบเทียบตามความเสี่ยงและความถี่ในการใช้งาน เพื่อให้เครื่องมือทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ลดของเสีย เพิ่มความเชื่อมั่นของผลิตภัณฑ์ และคุ้มค่าต่อการลงทุนในระยะยาว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

  1. Digital Torque Wrench คืออะไร

ประแจวัดแรงบิดดิจิทัลคือเครื่องมือควบคุมแรงบิดในงานขันยึด ที่แสดงค่าผ่านหน้าจอและแจ้งเตือนเมื่อถึงค่าเป้าหมาย บางรุ่นบันทึกและส่งออกข้อมูลได้

  1. Digital Torque Wrench ต่างจาก Click Type อย่างไร

แบบ Digital แสดงค่าตัวเลขแบบเรียลไทม์ แจ้งเตือนได้หลายรูปแบบ และบางรุ่นบันทึกข้อมูลได้ ส่วนแบบ Click จะดังคลิกเมื่อถึงค่าที่ตั้งไว้ แต่ไม่แสดงค่าตัวเลขและบันทึกข้อมูลไม่ได้

  1. ประแจวัดแรงบิดดิจิทัลแม่นยำกว่าประแจแบบอื่นเสมอหรือไม่

ไม่เสมอไป ความแม่นยำขึ้นอยู่กับ Specification ช่วงวัด และวิธีใช้งานของแต่ละรุ่น ไม่สามารถสรุปจากประเภทเครื่องมือเพียงอย่างเดียว

  1. ควรเลือก Torque Range อย่างไร

เลือกช่วงให้ครอบคลุมค่าแรงบิดที่ใช้งานจริง หลีกเลี่ยงช่วงต่ำมากของพิกัดหากผู้ผลิตไม่ได้รับรอง และอ้างอิงจาก Specification และคู่มือของแต่ละรุ่น

  1. Accuracy แบบ %RDG หมายความว่าอย่างไร

%RDG คือค่าความคลาดเคลื่อนเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่าที่อ่านได้ ต่างจาก %FS ที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของพิกัดเต็ม ควรตรวจสอบว่าผู้ผลิตระบุแบบใด

  1. Digital Torque Wrench ต้องสอบเทียบบ่อยแค่ไหน

ไม่มีข้อกำหนดตายตัว ขึ้นอยู่กับความถี่ใช้งาน ความสำคัญของจุดขัน สภาพแวดล้อม และประวัติผลสอบเทียบ ตัวอย่างแนวทางคือ 3-12 เดือน และควรสอบเทียบทันทีหลังตกกระแทก

  1. ISO 6789-1 กับ ISO 6789-2 ต่างกันอย่างไร

Part 1 เป็นข้อกำหนดและการทวนสอบความสอดคล้องของเครื่องมือ ส่วน Part 2 เป็นข้อกำหนดการสอบเทียบและการหาความไม่แน่นอนของการวัดสำหรับห้องปฏิบัติการ

  1. Verification ต่างจาก Calibration อย่างไร

Verification คือการตรวจว่าเครื่องมือยังอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ ส่วน Calibration คือการเปรียบเทียบกับมาตรฐานอ้างอิงพร้อมระบุความไม่แน่นอนของการวัด การตรวจในหน้างานจึงไม่เท่ากับการสอบเทียบ

  1. หลังประแจตกกระแทกยังใช้งานต่อได้หรือไม่

ควรหยุดใช้งานและส่งสอบเทียบหรือทวนสอบก่อน เพราะการตกกระแทกอาจทำให้ค่าคลาดเคลื่อนหรือเซนเซอร์เสียหาย

  1. การใช้ Extension หรือ Adapter มีผลต่อค่าแรงบิดหรือไม่

มีผล การต่อ Extension หรือ Adapter อาจเปลี่ยนค่าแรงบิดที่ส่งถึงจุดขัน จึงต้องชดเชยค่าตามสูตรหรือคู่มือของผู้ผลิต

  1. Digital Torque Wrench ใช้คลายน็อตได้หรือไม่

ไม่ควรใช้คลายน็อตที่ติดแน่นเกินพิกัด เพราะเสี่ยงต่อความเสียหายและทำให้ค่าเพี้ยน

  1. ห้องปฏิบัติการที่รับสอบเทียบควรมีคุณสมบัติอย่างไร

ควรมีขอบข่ายครอบคลุมประเภทและช่วงแรงบิดที่ต้องการ มี CMC เหมาะสม รองรับทิศทางที่ใช้งาน และระบุความไม่แน่นอนของการวัดพร้อม Metrological Traceability

** ค่าและช่วงต่าง ๆ ในบทความเป็นตัวอย่างทั่วไป การใช้งานจริงต้องอ้างอิง Specification ของเครื่องมือแต่ละรุ่น และขอบข่ายการรับรองที่ตรวจสอบแล้ว

Reference

  1. ISO 6789-1:2017 – Hand torque tools: Requirements and methods for conformance testing
  2. ISO 6789-2:2017 – Hand torque tools: Requirements for calibration and determination of measurement uncertainty
  3. ISO/IEC 17025:2017 – General requirements for the competence of testing and calibration laboratories
  4. ASME B107.300-2021 – Hand Torque Tools and Torque Testers
  5. ASTM E2428-22 – Standard Practice for Calibration and Verification of Elastic Torque Measurement Standards (เฉพาะ Torque Transducer หรือมาตรฐานวัดแรงบิด)